ตำรวจมาเลเสียชีวิต จากเหตุปะทะกลุ่มลักลอบขนกระท่อมไทย ในด่านมาเลเซีย

กลุ่มลักลอบถูกจับในมาเลเซีย 3 ราย และบาดเจ็บหนีกลับไทย 3 ราย
มารียัม อัฮหมัด โนอาห์ ลี และ นิชา เดวิด
ปัตตานี และกัวลาลัมเปอร์
2020-11-24
Share
201124-TH-MY-borders-1000.jpg เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครอง เฝ้าระวังเหตุในฝั่งอำเภอสะเดา สงขลา ตรงข้ามฝั่งปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส หลังมีเหตุยิงปะทะระหว่างขบวนการขนกระท่อมชาวไทย และตำรวจมาเลเซีย ก่อนรุ่งสางของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563
เบนาร์นิวส์

ในช่วงเวลาประมาณ 02.10 น. ของวันอังคารนี้ ขบวนการขนใบกระท่อมร่วมชาวไทยและมาเลเซีย ได้ยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซีย ในพื้นที่ปาดังเบซาร์ ประเทศมาเลเซีย ตรงข้ามกับพื้นที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นเหตุให้ตำรวจมาเลเซีย เสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 1 นาย ส่วนสมาชิกขบวนการถูกจับในชายแดนมาเลเซีย 3 ราย และอีก 3 ราย ถูกยิงบาดเจ็บหนีกลับดินแดนไทยได้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะอายัดตัว เพื่อสอบสวนความผิด และนำส่งตัวไปดำเนินคดีในมาเลเซียต่อไป หากพบว่ามีมูลความผิดจริง

หลังเกิดเหตุ นายฮำซาฮ์ ไซนุดดิน รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยมาเลเซีย ได้แถลงข่าวว่า ตนได้รับรายงานว่ามีการยิงปะทะกันระหว่างทีมปฏิบัติการทั่วไป และกลุ่มค้าของผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 24 เวลาตีสาม (เวลาที่มาเลเซีย) ที่แนวชายแดนไทย ด้านปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า เหตุการณ์เริ่มจากเจ้าหน้าที่ทีมปฏิบัติการทั่วไปสองนายได้รวบรวมข่าวกรองตามในพื้นที่ แล้วถูกโจมตีโดยกลุ่มที่มีทั้งคนในพื้นที่และคนต่างชาติ ขณะกำลังขนของเถื่อน

“ทางตำรวจมาเลเซียได้สั่งการให้สอบสวนเพื่อระบุกลุ่มผู้ก่อเหตุ ทางรัฐบาลถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรง และจะไม่มีการประนีประนอมกับไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกนักลักลอบขนของผ่านชายแดน” นายฮำซาฮ์ กล่าว

นายฮำซาฮ์ ระบุชื่อผู้เสียชีวิตว่า คือ สิบตำรวจโท บาฮ์รุดดิน แรมลี ส่วนสิบตำรวจโท นอริฮาน ตาริ ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส ได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลตวนกู ฟอเซีย ในกังกา

ทางการมาเลเซียและไทยได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยรวม 6 ราย ซึ่งรวมถึงผู้ต้องสงสัยสามราย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการยิงปะทะ เมื่อเช้ามืดเวลา 02.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียและเจ้าหน้าที่ทหารไทย จากทั้งสองประเทศกล่าวกับเบนาร์นิวส์

ในวันเดียวกัน นาย อับดุล ฮามิด บาเดอร์ สารวัตรตำรวจมาเลเซียกล่าวว่า จากการสอบสวนของทางการไทยได้นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยอีกหนึ่งราย ขณะเดียวกันตำรวจมาเลเซียได้จับกุมผู้ต้องสงสัยไว้ก่อนแล้วสองราย

“ผู้ต้องสงสัย (ที่ถูกจับโดยเจ้าหน้าที่มาเลเซีย) ให้การรับสารภาพว่า อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และกำลังขนกระสอบที่บรรจุใบกระท่อมและยาแก้ไอ ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะเจอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยบอกว่า พวกตนตกใจและได้พากันหนีออกจากที่เกิดเหตุทันทีที่ได้ยินเสียงปืน” เขากล่าว

เจ้าหน้าที่มาเลเซียไม่ได้เปิดเผยข้อมูลผู้ต้องสงสัยอื่น ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ปะทะครั้งนี้

ในวันเดียวกันนี้ สุรินา ซาอาด หัวหน้าตำรวจปะลิส กล่าวว่า เหตุการณ์ปะทะดังกล่าวเกิดห่างจากชายแดน ประมาณ 400 เมตร ซึ่งพื้นที่นี้เป็นพื้นที่หลักของขบวนการขนของเถื่อน

“มีขบวนการขนของ 13 คน ในขณะที่เกิดเหตุ ตำรวจทั้งสองนายถูกยิงที่ท้อง นายหนึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนอีกนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ตำรวจนายที่สองสามารถของความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีมได้ เราภูมิใจที่เขาต่อสู้อย่างกล้าหาญแม่ต้องเผชิญกับฝ่ายตรงข้ามถึง 13 คน” หัวหน้าตำรวจปะลิส กล่าวแก่ผู้สื่อข่าว

สุรินา ระบุว่า ขบวนการค้ายาขนใบกระท่อม 12 กระสอบ น้ำหนักราว 400 ถึง 500 กิโลกรัม พร้อมทั้งยาแก้ไอ เราทราบว่าขบวนการได้รับบาดเจ็บสามราย ได้รับการรักษาตัวที่หาดใหญ่และสะเดา เรากำลังประสานงานกับตำรวจไทยในเรื่องนี้

แผนที่ด่านปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย ตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย (เบนาร์นิวส์)
แผนที่ด่านปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย ตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย (เบนาร์นิวส์)

ไทยอายัดตัวนักค้าใบกระท่อม

พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า ตนทราบเรื่องที่เกิดขึ้น และได้ให้ พล.ต.ศานติ ศกุนตนาค ผู้บัญชาการกองกำลังเทพสตรี ซึ่งรับผิดชอบดูแลชายแดนไทย-มาเลเซีย ประสานงานกับส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านกลไกของสำนักงานประสานงานชายแดนไทยมาเลเซีย (TMBCO - Thailand - Malaysia Border Coordination office) เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในฝั่งประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่นอกขอบเขตอำนาจ ตามกฎหมายของประเทศไทย

“อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายไทยยินดีให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามกฎหมาย กรณีที่มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง” พล.ท.เกรียงไกร กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ทางโทรศัพท์ ในวันอังคารนี้

ด้าน พล.ต.ศานติ สกุนตนาค ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5 และผู้บัญชาการกองกำลังเทพสตรี เปิดเผยแก่เบนาร์นิวส์ว่า ในเบื้องต้นทางไทยได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนทางคดี จะดำเนินการตามกฎหมายมาเลเซีย เนื่องจากเหตุเกิดที่ประเทศมาเลเซีย

“ผมได้ติดตามกับประสานงานกันเรียบร้อย ทราบว่าเกิดการปะทะกันจริง ตอนนี้แม่ทัพภาคสี่นี่ ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานประสานงานชายแดนไทย-มาเลเซีย ขั้นตอน... แสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต และครอบครัว รวมถึง ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัว" พล.ต.ศานติ กล่าวทางโทรศัพท์

“คนไทยที่เราจับได้ 3 คน ทั้งหมดถูกยิงได้รับบาดเจ็บ โดยหนึ่งในนั้นอาการสาหัส ได้ควบคุมตัวไว้สอบสวนแล้ว ถ้าผิดเราดำเนินการอย่างเต็มที่ อำนวยความสะดวก (ให้มาเลเซีย) เต็มที่ เหตุเกิดที่ฝั่งมาเลเซีย เราทำอะไรไม่ได้ ... ขั้นตอนการสอบสวน ว่าไปเข้าไปทำอะไร ถึงได้เกิดการปะทะกัน ตอนนี้เขายังบาดเจ็บอยู่” พล.ต.ศานติ กล่าวเพิ่มเติม

ต่อเหตุที่เกิดขึ้น ชาวบ้าน (สงวนชื่อและนามสกุล) ที่อาศัยอยู่ในตำบลปาดังเบซาร์ รายหนึ่งเปิดเผยแก่เบนาร์นิวส์ว่า ขบวนการลักลอบขนใบกระท่อมดำเนินการขนส่งข้ามชายแดนเป็นระยะเวลานานแล้ว ก่อนจะมีการจับกุมในครั้งนี้

“กลุ่มขบวนการขนกระท่อมข้ามแดนมาเข้าไทย โดยคนไทย และมีมาเลร่วมขบวนการ เขตสะเดา มีมานานแล้ว แม้แต่ช่วงโควิดที่ผ่านมา กลุ่มขบวนการเหล่านี้ก็ยังลักลอบขนเป็นปกติ ถูกเจ้าหน้าที่จับได้บ้าง รอดไปได้บ้าง แล้วแต่ช่วง แต่โดยรวมขบวนการนี้มีตลอดไม่เคยหยุด คนพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย แต่กลุ่มนี้ทำกันเป็นขบวนการใหญ่ ผลประโยชน์ทั่วถึงหลายกลุ่ม จึงอยู่กันมาได้นานจนถึงทุกวันนี้ เราชาวบ้านได้แค่มอง เพราะอำนาจอยู่ที่ผู้ถือกฏหมาย” ชาวบ้านรายดังกล่าวระบุ

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคม 2563 เจ้าหน้าที่ทหารสามารถบุกยึดใบกระท่อมจำนวน 18 กระสอบ จากขบวนการลักลอบขนใบกระท่อมข้ามแดน บริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ในพื้นที่ อ.สะเดา อย่างไรก็ตามไม่สามารถจับตัวผู้ร่วมขบวนการได้ ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนสามารถควบคุมตัวขบวนการลักลอบขนใบกระท่อมได้ 6 ราย บริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย พื้นที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา โดยสามารถยึดใบกระท่อมได้ 27 กระสอบ

วิลาวัลย์ วัชรศักดิ์เวช ในกรุงเทพฯ ร่วมรายงาน

ความเห็น (0)

ดูทุกความคิดเห็น.

ช่องแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นโดยการกรอกแบบฟอร์มด้วยอักษรธรรมดา ความเห็นจะได้รับการอนุมัติ ตามเงื่อนไข Terms of Use ความคิดเห็นจะไม่แสดงในทันที อาร์เอฟเอจะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อเนื้อหาในข้อคิดเห็นนั้นๆ กรุณาให้เกียรติต่อความคิดเห็นของบุคคลอื่น และยึดถือข้อเท็จจริง

ดูเวบไซต์เต็มรูปแบบ